หนังสือฮ๊อตล่าสุด… เปิดเบื้องหลังทรัมป์

หนังสือใหม่ที่มาแรงมากของจอห์น โบลตัน ที่ชื่อว่า “The Room Where It Happened: A White House Memoir,” บทความนี้ จะขอเปิดเผยเรื่องที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับทรัมป์ 6 เรื่อง ผ่านหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดนี้

468

 

เมื่อได้เห็นกระแสหนังสือใหม่ล่าสุดที่มาแรงมากของจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว ผมเลยเปลี่ยนจากที่จะเขียนถึงตลาดเกิดใหม่ มาเจาะประเด็นลับของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ผ่านสายตาของโบลตัน จากหนังสือความยาว 592 หน้า ซึ่งจะออกมา (ทว่าทางการสหรัฐกำลังพยายามให้ศาลยังยั้งการออกหนังสือเล่มนี้อยู่) ช่วงกลางสัปดาห์หน้า ที่ชื่อว่า “The Room Where It Happened: A White House Memoir,” โดยบทความนี้ จะขอเปิดเผยเรื่องที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับทรัมป์ 6 เรื่อง ผ่านหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดนี้ของโบลตัน ดังนี้

หนึ่งทรัมป์บอกกับสี จิ้น ผิงแบบตรงๆว่าให้จีนช่วยซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีโอกาสสูงขึ้นที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า เนื่องจากฐานเสียงหลักของเขาอยู่ในส่วนนี้  นี่คือสิ่งที่โบลตันเขียนอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้ โดยที่ในทางกลับกัน ทรัมป์จะไม่ใส่ใจในประเด็นของการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ในเมืองซินเจียงของรัฐบาลจีน รวมถึงยังมีการพูดกันในทำนองว่าพรรคเดโมแครตเป็นผู้ที่อยากให้เกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับจีน

โดยที่ทรัมป์ได้กล่าวชมสีว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีน ในขณะที่ทรัมป์ยังกล่าวกับผู้นำจีนว่าภายในสหรัฐเอง ตอนนี้ได้มีความพยายามที่จะแก้กฎหมายให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถอยู่ในตำแหน่งได้นานกว่า 2 วาระติดต่อกันเพื่อตัวเขาเอง ทั้งนี้ สีเองก็โปรยยาหอมต่อทรัมป์เช่นกัน โดยมองว่าสหรัฐมีการเลือกตั้งมากจนเกินไป เนื่องจากจีนอยากให้ทรัมป์อยู่เป็นผู้นำต่อไปนานๆ

นอกจากนี้ โบลตันค่อนข้างจะมองทรัมป์ว่านำเรื่องส่วนรวมกับเรื่องส่วนตัวมาผูกโยงกัน อาทิ นำข้อกล่าวหาในประเด็น 5G ต่อหัวเว่ยกับ ZTE ของทางการสหรัฐต่อจีนมาผูกกับเรื่องสงครามการค้า โดยที่หากจีนยอมผ่อนปรนในสงครามการค้า ทรัมป์ก็จะยอมเพลามือในประเด็น 5G เช่นกัน รวมถึงได้ให้ความเห็นว่าหากกระบวนการถอดถอนทรัมป์ที่ผ่านมา เปลี่ยนจากประเด็นยูเครนมาในประเด็นนี้ ผลลัพธ์ของการถอดถอนอาจไม่เป็นดังที่เราทราบกัน

สอง โบลตันได้เขียนไว้ว่าทรัมป์มีการผูกความช่วยเหลือทางการเงินต่อรัฐบาลยูเครนให้เข้ากับเงื่อนไขที่จะสอบสวนลูกชายของโจ ไบเดน ตามข้อกล่าวหาในกระบวนการถอดถอนทรัมป์เมื่อปลายปีที่แล้ว  ทว่าทางฝั่งทรัมป์ได้ตอกกลับทางโบลตันว่า เพราะเหตุใดจึงไม่มาให้การต่อคณะกรรมการฯในกระบวนการถอดถอน แต่กลับเลือกที่นำมาเขียนเป็นหนังสือแทน โดยที่ทรัมป์เองมองยูเครนค่อนข้างในเชิงลบในลักษณะที่ว่ายูเครนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สหรัฐไม่สามารถจะเป็นมิตรกับรัสเซียได้โดยสมบูรณ์แบบ

สาม ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียนั้น โบลตันได้เขียนไว้ว่าทรัมป์เองมีแนวโน้มที่จะญาติดีกับผู้นำที่ออกมาในแนวเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นปูติน สี จิ้น ผิง หรือผู้นำตุรกีอย่าง เรเซป ทายยิป เออร์โดกันเป็นพิเศษ

ซึ่งตรงนี้ ผู้นำเหล่านี้ก็ใช้ประโยชน์ตรงจุดนี้จากทรัมป์เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้   โบลตันเล่าว่าช่วงเดือนพฤษภาคม 2019 ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์กับปูติน ด้านปูตินได้เปรียบเทียบบุคลิกของผู้นำฝ่ายค้านเวเนซูเอล่า นายฮวน กุยดอร์ ที่สหรัฐหนุนหลังอยู่ กับอดีตคู่ชิงพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์แบบเหนือชั้นสไตล์รัสเซียที่จะเชิญชวนให้ทรัมป์หันมาสนับสนุนนิโคลัส มาดูโร่แทน ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ผู้นำตุรกี เรเซป ทายยิป เออร์โดกัน ได้เคยส่งจดหมายให้ทรัมป์เปรยว่าทางการสหรัฐได้ร้องเรียนว่าบริษัทตุรกีทำผิดกฎหมายด้วยการไปสนับสนุนทางการเงินต่ออิหร่าน โดยทรัมป์บอกว่าส่วนที่ไปร้องเรียนนั้น อยู่ภายใต้การทำงานของคนในพรรคเดโมแครต ต้องรอจนมีการเปลี่ยนเป็นคนของเขาก่อน จึงแก้ไขเรื่องนี้ได้

สี่ โบลตันมีการแซวทรัมป์ว่าความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับความเป็นไปของโลกภายนอกค่อนข้างน้อย อาทิ ตอนทรัมป์คุยกับปูติน เขายังเข้าใจผิดคิดว่าฟินแลนด์เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย หนำซ้ำตอนคุยกับเทเรซ่า เมย์ อดีตผู้นำอังกฤษ ยังเข้าใจผิดคิดว่าอังกฤษไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ใดๆอยู่ในมือเลย

ห้า ด้านเกาหลีเหนือ ในมุมมองของโบลตัน ทรัมป์มองการประชุมซัมมิตระหว่างเขากับ คิม จอง อึน ที่สิงคโปร์เมื่อ 2 ปีก่อนว่าเป็นเพียงการประชุมเชิงสัญลักษณ์ และแถมมีการพูดทีเล่นทีจริงว่าภารกิจสำคัญของไมค์ ปอมปิโอ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่ไปเยือนเกาหลีเหนือคือการส่งซีดีเพลงของเอลตัน จอห์น ‘Rocket Man’ ให้กับคิม

ท้ายสุด โบลตันได้ให้ความเห็นข่าวการสังหารของจามัล คาช็อคกี ที่ซาอุดิอาระเบียเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้วว่าเป็นเพียงข่าวที่สร้างขึ้นมาเพื่อเบี่ยงประเด็นจากกระแสข่าวที่อิแวงก้า ทรัมป์ใช้อีเมล์ส่วนตัวในการทำงานของทางการ รวมถึงเขาจะใช้รัสเซียเป็นตัวกันชนแทนสหรัฐในภูมิภาคตะวันออกกลางมากกว่าใช้กำลังทหารของตนเองครับ

บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

Comments