จาก BRICS สู่ BECII ในปี 2023

มาถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีเพียงบราซิล อินเดีย และ จีนเท่านั้นในกลุ่ม BRICS ที่ยังจะไปต่อ... จึงได้เวลาของกลุ่มใหม่ที่มีชื่อว่าว่ากลุ่ม BECII

377

เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ได้มีการตั้งคำย่อเรียกกลุ่มประเทศที่มาแรงซึ่งมีศักยภาพสูงพอที่พร้อมจะเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกภายในปี 2050 ที่ชื่อว่า BRICS ซึ่งประกอบด้วย  บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ มาถึงวันนี้ หลายท่านคงเห็นแล้วว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มประเทศดังกล่าวก็ไม่ได้เติบโตตามที่คาดไว้ในวันนั้น โดยมาถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่ามีเพียงบราซิล อินเดีย และ จีนเท่านั้น ในกลุ่ม BRICS ที่ยังจะไปต่อได้

ผมมองว่ามีอีก 2 ประเทศที่น่าจะมาเสริมทีม ได้แก่ อังกฤษ และ อินโดนีเซีย ซึ่งในรายของอังกฤษนั้น คงต้องยอมรับว่าการออกจากสหภาพยุโรปมาเป็นศิลปินเดี่ยวนั้น กลายเป็นว่าอังกฤษได้กลายเป็นประเทศที่ถือว่าเป็นน้องใหม่ของกลุ่มประเทศดาวรุ่งที่มีศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจในอนาคตไปโดยปริยาย ซึ่งผมขอเรียกกลุ่มใหม่นี้ว่ากลุ่ม BECII ซึ่งประกอบด้วย บราซิล อังกฤษ จีน อินเดีย และ อินโดนีเซีย ดังนี้

บราซิล – หลังจากที่ลูลา เดอ ซิลวา หรือ เรียกกันติดปากว่า ลูล่า ชนะการเลือกตั้งใหญ่และก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีบราซิล มีผลเริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม ปีหน้า ความคาดหวังของบราซิลในเวทีเศรษฐกิจโลกก็กลับมาดูสดใสอีกครั้ง โดยบราซิลภายใต้การนำของลูล่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศหลักๆทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ที่ร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะของลูล่า รวมถึงเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ช่วงที่ลูล่าเคยเป็นผู้นำบราซิลนั้น ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ นอกจากนี้ สหภาพยุโรปมีแผนเตรียมจะลงนามสัญญาการค้าฉบับใหม่กับบราซิล หลังจากที่ติดขัดในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกรณีป่าอเมซอนในสมัยผู้นำ แจร์ โบซาเนโร่ อีกทั้งจีนเองยังแสดงความเป็นมิตรกับบราซิลมากขึ้นในยุคของลูล่า โดยเตรียมหารือทางการค้าด้วยความแน่นแฟ้นมากกว่าในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลูล่ายังแสดงความชัดเจนในการประชุม COP27 ที่ผ่านมา โดยกว่าวว่าบราซิลจะกลับมาจริงจังในเวทีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปแบบสิ้นเชิงในสมัยของโบซาเนโร่ ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลดีต่อบราซิล ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดละตินอเมริกา รวมถึงมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อังกฤษ – ต้องบอกว่าหลังจากที่ รึซิ ซูนัค นายกรัฐมนตรีอังกฤษท่านใหม่ ที่เหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับจีน พร้อมกับ เจเรมี ฮันท์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ได้ประกาศมาสเตอร์แพลนด้านการคลังของประเทศฉบับใหม่ ที่เรียกกันว่า Autumn Statement นั้น ปรากฏว่าสามารถหยุดเลือดที่เกิดจากความผันผวนของฝั่งตลาดพันธบัตรและตลาดเงินได้อย่างสิ้นเชิง อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้

โดยฮันท์วางแผนให้มีการขึ้นภาษีคนรวย บริษัทเอกชน และกำไรจากตลาดทุน ทว่าให้ไปอยู่หลังปี 2024 ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่อังกฤษ โดยที่ประเมินว่าอังกฤษจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2023 ซึ่งในส่วนของผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยของอังกฤษจากสงครามในยูเครนนั้น จะมีการตั้งอัตราสูงสุดที่ชาวอังกฤษจะต้องจ่ายค่าพลังงานไว้ไม่เกิน 3 พันปอนด์ต่อปี โดยที่อัตราส่วนหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีอังกฤษจะลดลงมาจากจุดสูงสุดในปี 2027 ตามแผนของรัฐบาลใหม่อังกฤษ ซึ่งตลาดเห็นว่าก็มีความน่าเชื่อถือพอสมควร

โดยหากเปรียบเทียบกับบรรดาทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มนี้ อังกฤษมีจุดเด่นอยู่ 3 ประการดังนี้

– ซอฟต์พาวเวอร์ จะเห็นได้ว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นแบรนด์ที่ชาวโลกพูดถึงหากจะเอ่ยถึงกีฬาที่ฮิตที่สุดในโลก อย่างฟุตบอล ทางด้านสื่อที่ชาวโลกให้ความเชื่อถือในระดับที่ค่อนข้างสูงอย่าง ก็เป็นบีบีซีของอังกฤษ หรือแม้แต่เรื่องราวราชวงศ์อังกฤษซึ่งเป็นที่สนใจของชาวโลก อย่างซีรีส์ the Crown ทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดต่อเนื่องมากว่า 6 ปี

– เทคโนโลยีที่โดดเด่นมากในบางเซกเมนต์ อาทิ การออกแบบชิพคอมพิวเตอร์อย่างบริษัท ARM และ อุปกรณ์ดักจับมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งอังกฤษมีความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีนี้เป็นอันมาก

– ระบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับการวิจัยและการศึกษาในระดับโลก จะเห็นได้ว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมา วัคซีนแอสตร้าซิเนก้า ที่โดดเด่นมาก นับเป็นผลผลิตของระบบการจัดการเกี่ยวกับการวิจัยและการศึกษาในระดับโลก อย่างมหวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ร่วมกับบริษัทเอกชนของอังกฤษ

 จีน –  คงไม่ต้องพูดถึงจีนว่ามีพัฒนาการอย่างไรนับจากการเริ่มคำย่อ BRICS ในขณะนี้ จีนถือเป็นมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลก แม้จะมีอุปสรรคจากสถานการณ์โควิด ทว่ามองไปในระยะยาว จีนก็ยังจะก้าวเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น

อินเดีย – แม้ว่า นาเรนดรา โมดิ ผู้นำอินเดีย ดูจะมีประเด็นภายในประเทศกับกลุ่มชาวอิสลามอยู่บ้าง ทว่าในเวทีเศรษฐกิจ อินเดียถือว่ามีความชัดเจนและสดใสมาก โดยเศรษฐกิจอินเดียถูกคาดหมายว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงสุดในอีก 10 ปีข้างหน้าในบรรดาประเทศดาวรุ่งทั้งหลาย โดยอินเดียจะก้าวเป็นผู้ส่งออกด้านอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดอีกประเทศของโลก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการตั้งโรงงานผลิตไอโฟนแห่งใหม่ในอินเดียของแอปเปิ้ล รวมถึงมีการตกลงสัญญาการค้ากับทั้งออสเตรเลีย สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ แน่นอนว่าต้องรวมถึงอังกฤษด้วย ในอีกไม่นานนี้ ซึ่งจุดดีอีกอย่างของอินเดีย คือ รึซิ ซูนัค นายกฯอังกฤษท่านใหม่ มีเชื้อสายอินเดียแบบเต็มตัว ซึ่งตอนนี้ ซูนัคถือเป็นไอดอลอันดับหนึ่งของชาวอินเดียในขณะนี้

อินโดนีเซีย – ณ ขณะนี้ ยักษ์ใหญ่ทุกประเทศของโลกล้วนแต่อยากจะเป็นมิตรกับอินโดนีเซียทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง จึงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในอนาคต

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

 

Comments