ท่าที 3 ธนาคารกลางหลัก หลังโควิด-19

ที่สำคัญ นางลาการ์ดต้องย้ำถึงความจริงจังของอีซีบีในการทุ่มเททรัพยากรของนโยบายการเงินทั้งหมด ในการสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ ไม่แพ้ที่นายมาริโอ ดรากิ อดีตประธานอีซีบีเคยกล่าวประโยคเด็ดในปี 2012 ไว้อย่างน่าประทับใจ

304

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากรสำหรับงานสัมมนาหัวข้อ “เจาะลึกผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจในมุมมองเศรษฐศาสตร์และมุมมองนักวิเคราะห์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมจึงขอแชร์เนื้อหาในงาน รวมถึงในส่วนที่อัพเดตเพิ่มเติม ดังนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ผลการประชุมสรุปได้ว่า

1.ด้วยมติเอกฉันท์ ทางบีโอเจ ตัดสินใจเพิ่มมูลค่าการซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนและ Commercial Paper ทั้งหมด จาก 2 ล้านเยน มาเป็น 20 ล้านเยน โดยเน้นการซื้อช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ เป็นพิเศษ

2. ด้วยมติ 8-1 เสียง ทางบีโอเจ ตัดสินใจสำหรับ Yield Curve Control ในส่วนอัตราดอกเบี้ยระยะยาว จะซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดเพื่อให้อัตราดอกเบี้ย 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับศูนย์ และให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ร้อยละ -0.1 ส่วนการซื้อตราสาร ETF หุ้นสามัญ และ J-REITS เพิ่ม 2 เท่า เป็น 12 ล้านล้านเยน และ 1.8 แสนล้านเยน ตามลำดับ

3. นอกจากนี้ ทางบีโอเจ ยังตัดสินใจปล่อยสินเชื่อให้ SME คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 ให้ current account ต่อสถาบันการเงินที่ฝากไว้ต่อธนาคารกลาง

ซึ่งผมมองว่า ทางบีโอเจยังต้องมีการกระตุ้นต่อในการประชุมครั้งถัดๆไป คราวนี้ หันมาพิจารณาการประชุมในสัปดาห์นี้กันบ้าง ปรากฎว่า มี 2 เจ้าใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด และ ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ที่จะถึงคิวประชุมกันในวันนี้และพรุ่งนี้ตามลำดับ

ขอเริ่มจากเฟดก่อน ผมมองว่าในการประชุมในรอบนี้ ทางเฟดน่าจะมีการประกาศทิศทางของนโยบายการเงินแบบล่วงหน้า หรือ Forward Guidance ว่าทางเฟดจะมีความมุ่งมั่นหรือ Commitment ที่จะไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐเกิดภาวะอัตราเงินฝืด อันเนื่องมาจากการตกต่ำของสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐ โดยเป็นไปได้ว่าจะระบุว่าจะคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ จนกระทั่งอัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่าร้อยละ 4 หรือ 5 รวมถึงจนกระทั่งอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมาอยู่ที่ร้อยละ 2-2.5

รวมถึงอาจเป็นไปได้ว่าทางเฟด หลังจากได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE แบบที่ไม่จำกัดทั้งวงเงินและอายุโครงการ ที่เรียกกันว่า QE-Infinity จะขยับไปอีกหนึ่งระดับ ด้วยการประกาศที่จะคงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปี ให้อยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง อาทิ ร้อยละ 0.2 ด้วยการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดหรือที่เรียกกันว่ามาตรการ Yield Curve Control  เพือเป็นการลดทั้งระดับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อระยะยาวในระบบและลดความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว รวมถึงมีส่วนช่วยให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผันผวนน้อยลงอีกด้วย

นอกจากนี้ ผมยังมองว่ามาตรการความช่วยเหลือทางการเงินต่อภาคเอกชนของเฟด ตามแนวทางสินเชื่อแบบมีหลักประกันต่อภาคเอกชนในส่วนของ Main Street ยังมีโอกาสที่จะขยายหรือผ่อนคลายเงื่อนไข เพื่อให้สามารถคลอบคลุมถึงระดับท้องถิ่นต่างๆและระดับรากหญ้าในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐ

ที่สำคัญ เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด น่าจะมีการกล่าวประโยคเด็ดๆที่จะอยู่ในความทรงจำของตลาดและปลุกขวัญกำลังใจว่า เฟดพร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐสามารถที่จะผ่านวิกฤตโควิดในครั้งนี้ไปให้ได้

หันมาดูในส่วนของอีซีบีกันบ้าง คริสติน ลาร์การ์ด ประธานอีซีบี หลังจากประกาศโครงการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร หรือ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) หรือที่เรียกติดปากกันว่า QE ซึ่งเดิมทีโครงการนี้สามารถซื้อได้เพียงพันธบัตร และหุ้นกู้ในส่วนของที่มีอันดับเครดิตที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) เท่านั้น

หลายฝ่าย คาดการณ์กันว่าน่าจะถึงเวลาเริ่มจะมีการซื้อหุ้นกู้ในส่วนของอันดับเครดิตที่ไม่สามารถลงทุนได้หรือ Junk Bond ในโครงการ PEPP นี้ โดยช่วงเริ่มต้น น่าจะชิมลางในส่วนของหุ้นกู้ที่กำลังจะตกชั้นจาก Investment Grade มาเป็น Junk Bond หรือที่เรียกกันว่า Fallen Angel ก่อน นอกจากนี้ อาจมีการตัดสินใจให้กองทุนดังกล่าวสามารถซื้อตราสาร ETF ในส่วนของ High-Yield Debt และ ​Junk Bond

รวมถึงอาจเป็นไปได้ว่าจะซื้อตราสาร ETF หุ้นสามัญหรือตราสารหนี้ของบริษัทขนาดกลางและเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเตอร์ที่ถูกกระทบโดยโควิด-19 โดยตรง

นอกจากนี้ นางลาการ์ดน่าจะย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนด้านสภาพคล่องของระบบการเงิน หลังจากที่ได้ออกมาตรการเสริมด้านสภาพคล่องกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์เมือเดือนที่แล้ว

ต้องยอมรับว่าการที่ จนถึง วันนี้ ที่สหภาพยุโรป โดยคณะกรรมการยุโรปล้มเหลวในการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านยูโร หรือ CoronaBond นั้น ได้ส่งผลให้ อีซีบี กลายเป็นความหวังเดียวของเศรษฐกิจยุโรป วันนี้ในการต่อสู้กับโควิด-19 ในรอบนี้

จึงอาจมองไปได้ในอีกระดับหนึ่ง ที่อีซีบีอาจจะมองไปถึงการปล่อยสินเชื่อแบบมีหลักประกันให้กับบริษัทเอกชนขนาดกลางและเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเตอร์ของเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากโควิด-19 โดยตรง ตามอย่างเฟดที่ปล่อยกู้ให้กับ Main Street มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์  ซึ่งงานนี้ จำเป็นต้องมีการปรับความเข้าใจกันยกใหญ่ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมืองและกฎหมายระหว่างสมาชิกของประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป    ก่อนที่จะสามารถทำจริงได้

ที่สำคัญ นางลาการ์ดต้องย้ำถึงความจริงจังของอีซีบีในการทุ่มเททรัพยากรของนโยบายการเงินทั้งหมด ในการสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ ไม่แพ้ที่นายมาริโอ ดรากิ อดีตประธานอีซีบีเคยกล่าวประโยคเด็ดในปี 2012 ไว้อย่างน่าประทับใจ

โดยสรุป ผมมองว่าการประชุมของธนาคารกลางหลักในรอบนี้ น่าจะเป็นการพักยก ก่อนที่จะมีการกระตุ้นรอบใหม่ในช่วงกลางปีนี้

บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

ที่มาภาพ: คริสติน ลาการ์ด

Comments